บทความวิชาการ : แนวทางการบำบัดน้ำมันปนเปื้อนพื้นที่ชายฝั่ง (Shoreline Treatment)

แนวทางการบำบัดน้ำมันปนเปื้อนพื้นที่ชายฝั่ง (Shoreline Treatment)

รองศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล (pisut.p@chula.ac.th)

ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยทั่วไป การบำบัดน้ำมันปนเปื้อนพื้นที่ชายฝั่ง (Shoreline Treatment) มักจะเป็นขั้นตอนที่ใช้ระยะเวลายาวนานที่สุด รวมไปถึงมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบการดำเนินการอื่นๆ ดังนั้น จากเหตุการณ์ที่น้ำมันรั่วไหลเคลื่อนที่เข้าฝั่งบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด กินพื้นที่ยาว 400-500 เมตร กว้าง 30-40 เมตรนั้น ผู้เขียน และคณะนิสิตระดับปริญญาโท – เอก ซึ่งทำวิจัยเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกายภาพและเคมี (Physico–chemical treatment processes) ในการบำบัดและกำจัดมลพิษน้ำมัน จึงขอให้ข้อมูลทางทฤษฏี และสรุปข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวข้องกับการบำบัดน้ำมันปนเปื้อนพื้นที่ชายฝั่ง โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับการจัดการและแก้ไขปัญหาน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเล

รูปแบบดำเนินการเพื่อรับมือสถานการณ์ (Operational response strategies)

เราอาจกล่าวได้ว่า “ชายฝั่งจะเป็นทุนลอยน้ำขั้นสุดท้าย (Shoreline is the Final boom)” เมื่อการประยุกต์ใช้แนวทางการจัดการน้ำมันรั่วไหลในขั้นตอนต่างๆ ไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ (Impractical) หรือไม่ประสบความสำเร็จ (Unsuccessful) นอกจากนี้ เมื่อไรก็ตามที่น้ำมันเคลื่อนที่เข้าสู่ชายฝั่ง จะมีปัจจัยมากมายที่ต้องคำนึงถึงและให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม การดำรงชีวิตและกิจกรรมของมนุษย์ ความปลอดภัย และแนวทางการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในลักษณะอย่างไรในเฟสน้ำ รูปแบบดำเนินการเพื่อรับมือสถานการณ์ (Operational response strategies) ที่เหมาะสมควรเป็นไปตามขั้นตอน ดังนี้

  1. การควบคุมหรือจำกัดน้ำมันที่ หรือรอบๆ แหล่งกำเนิด (Control at / near source) เป็นวัตถุประสงค์ขั้นต้นของการจัดการปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันคือ การลดขนาดของพื้นที่ที่ได้ผลกระทบและลดภาวะเสี่ยงภัยของทรัพยากรธรรมชาติ ตามหลักการแล้ววิธีนี้สามารถประสบผลสำเร็จได้โดยการกักเก็บ การนำน้ำมันที่ปนเปื้อนกลับคืนมา และการกำจัดน้ำมันที่ปนเปื้อนในน้ำให้ใกล้กับแหล่งกำเนิดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  2. การควบคุม แยก และบำบัดบนพื้นน้ำ (Control / separation / treatment on water) เป็นกรณีที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อไม่สามารถควบคุมในพื้นที่หรือบริเวณใกล้เคียงจุดกำเนิดได้โดยตรง เนื่องจากเกิดปัญหาเรื่องความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาในพื้นที่ การลงมือปฏิบัติ และเรื่องของความปลอดภัย รวมถึงการเคลื่อนที่ของคราบน้ำมันเข้าสู่บริเวณชายฝั่ง ดังนั้นการควบคุมและดำเนินการบำบัดบนพื้นน้ำจึงถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันน้ำมันไม่ให้เคลื่อนที่ไปสู่ชายฝั่งที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งสามารถทำได้โดยการบำบัดน้ำ และการกำจัด (โดยใช้การเพิ่มกระจายตัว หรือการเผาทำลายน้ำมันที่ปนเปื้อน)
  3. การดำเนินการป้องกันชายฝั่ง และพื้นที่อ่อนไหว (Coastal and sensitive area protection strategy) เป็นกรณีจะเกิดขึ้นเมื่อ 2 วิธีข้างต้นไม่สามารถกักเก็บ นำน้ำมันที่ปนเปื้อนกลับคืนมา หรือการเผาทำลาย เนื่องจากเกิดจากปัญหา เรื่องความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาในพื้นที่ การลงมือปฏิบัติ และเรื่องของความปลอดภัย ดังนั้น วิธีการดำเนินการขั้นถัดไปคือ การป้องกันในพื้นที่หรือบริเวณใกล้เคียงชายฝั่ง เพื่อป้องกันบริเวณที่สำคัญและพื้นที่อ่อนไหวบริเวณชายฝั่งหรือบริเวณที่อยู่อาศัย ซึ่งวัตถุประสงค์ของแผนการป้องกันนี้คือ กักเก็บ นำน้ำมันที่ปนเปื้อนกลับคืนมา และเปลี่ยนเส้นทางการเคลื่อนที่ของน้ำมันที่ปนเปื้อนให้ออกจากบริเวณชายฝั่ง หรือการปรับเปลี่ยนทิศทางของน้ำมันให้เคลื่อนที่สู่แหล่งที่ไม่อ่อนไหวกับความเสี่ยง แม้กระทั่งพื้นที่ชายฝั่งที่สามารถควบคุมได้
  4. บำบัดน้ำมันปนเปื้อนพื้นที่ชายฝั่ง (Treat Oiled Shoreline) เป็นกรณีจะเกิดขึ้นได้เนื่องจากวิธีการ 3 วิธีกล่าวมาข้างต้น โดยเมื่อเราไม่สามารถควบคุมหรือป้องกันน้ำมันรั่วเคลื่อนที่เข้าสู่ชายฝั่งได้ กล่าวได้ว่าวิธีการขั้นสุดท้ายคือ การทำความสะอาดคราบน้ำมัน โดยทั่วไปได้ถูกออกแบบเพื่อเพิ่มการฟื้นฟูพื้นที่โดยธรรมชาติ หรือลดผลกระทบของน้ำมันที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การป้องกันไม่ให้สิ่งมีชีวิตสัมผัสกับน้ำมัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการรั่วไหลของน้ำมันไปสู่ชายฝั่ง การทำความสะอาดชายฝั่งนั้นจะใช้ระยะเวลานาน และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูง

วิธีการเลือกใช้กระบวนการบำบัดพื้นที่บริเวณชายฝั่ง (Shoreline treatment decision process)

เทคนิคการประเมินการบำบัดพื้นที่ปนเปื้อนบริเวณชายฝั่ง (The Shoreline Cleanup Assessment Technique)หรือชื่อย่อๆว่า SCAT เป็นเทคนิคที่อาศัยการสำรวจอย่างเป็นระบบและมีการเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของน้ำมัน รวมไปถึงลักษณะพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนซึ่งเทคนิคนี้นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางและมีการปรับใช้ที่แม่น้ำและบริเวณแถบขั้วโลก โดยหน่วยงานที่ใช้วิธี SCAT นี้จะประกอบด้วยตัวแทนจากหลายองค์กรหรือเจ้าของพื้นที่ จะมีการวางแผนขั้นตอนไว้เพื่อเพิ่มอัตราการฟื้นฟูพื้นที่ที่ทำการบำบัด โดยจะมีการสำรวจข้อมูลต่างๆ อาทิเช่น

  • บริเวณที่ปนเปื้อนน้ำมันว่าอยู่ใกล้บริเวณชายฝั่ง ทะเลสาบหรือแม่น้ำหรือไม่
  • ลักษณะทางภูมิประเทศของชายฝั่งที่ปนเปื้อนน้ำมัน
  • ลักษณะการปนเปื้อนและปริมาณน้ำมันแต่ละจุด
  • ระดับของชั้นน้ำมันอยู่บริเวณผิวน้ำหรือการซึมเข้าไปเกาะติดกับผิวอื่นๆ
  • ความสามารถในการจัดการน้ำมันออกจากสิ่งแวดล้อม
  • ปริมาณน้ำมันที่คาดว่าจะคงเหลืออยู่ในสิ่งแวดล้อม

จากนั้นจะพิจารณาเลือกกระบวนการที่จะนำมาบำบัดพื้นที่ปนเปื้อนโดยอ้างอิงตามเกณฑ์ต่อไปนี้

  • ระดับต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ(As Low As Reasonably Practical; ALARP) คือ ให้เหลือความเข้มข้นของน้ำมันที่ปนเปื้อนอยู่ในระดับความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • ผลประโยชน์สุทธิด้านสิ่งแวดล้อม(Net Environmental Benefit; NEB) หลักการคือ ประเมินผลประโยชน์ที่ได้จากการดำเนินการในการบำบัดหลายๆแบบ ทั้งผลที่ได้ เช่น ปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ แม้ว่าขั้นตอนการดำเนินการบางอย่างอาจสามารถบำบัดน้ำมันที่ปนเปื้อนได้ดี เหลือปริมาณน้อยลง แต่ส่งผลกระทบหรือไปทำลายพื้นที่ส่วนอื่นๆ ก็จะพิจารณาในส่วนนี้ รวมถึงผลกระทบสำหรับน้ำมันที่ยังไม่ถูกบำบัดว่าจะส่งผลต่อกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ปนเปื้อน และมนุษย์อย่างไร
  • การลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด (Waste Minimization) เนื่องจากมีบทบาทสำคัญมากกับพื้นที่ที่ควบคุมได้ โดยจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา เช่น ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือการปล่อยคาร์บอน ซึ่งในส่วนนี้การบำบัดน้ำมันที่ปนเปื้อนภายในบริเวณชายฝั่งจะเหมาะสมกว่า

ในทางปฏิบัติ การเลือกการบำบัดที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับประเภทของชายฝั่ง อีกทั้งลักษณะและปริมาณของน้ำมันที่ปนเปื้อน โดยใช้กลยุทธ์ในการบำบัดที่มีพื้นฐานเหมือนกับการบำบัดพื้นที่ปนเปื้อนอื่นๆ ซึ่งการพิจารณากระบวนการบำบัดที่เหมาะสมจะพิจารณาจากผลประโยชน์สุทธิด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ แผนการบำบัดพื้นที่ปนเปื้อนบริเวณชายฝั่งสามารถแยกได้มากกว่า 1 แผนการดำเนินการ โดยแต่ละแผนการดำเนินการจะมีกระบวนการบำบัดและผลลัพท์ที่ได้ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ในตอนเริ่มต้นควรจะดูว่าน้ำมันนั้นสามารถแยกออกได้ง่ายหรือสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายหรือไม่ จากนั้นขั้นต่อไปควรจะใช้ระบบบำบัดอย่างไร ซึ่งในแผนการดำเนินการนี้อาจจะใช้การบำบัดโดยธรรมชาติ เช่น จากคลื่นหรือการย่อยสลายทางธรรมชาติ เป็นต้น และจำเป็นต้องมีการเฝ้าติดตามการลดลงของปริมาณน้ำมันที่ปนเปื้อน

เนื่องจากการสำรวจแบบใช้วิธีการประเมินการบำบัดพื้นที่ปนเปื้อนบริเวณชายฝั่ง (SCAT) จะเป็นการให้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าจะใช้การบำบัดแบบไหนหรืออาจะไม่ต้องมีการบำบัดเลยก็ได้ ซึ่งถ้าผลการสำรวจออกมาดี ปริมาณน้ำมันที่ปนเปื้อนอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ พื้นที่นั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการบำบัด แต่ถ้ายังคงมีน้ำมันปนเปื้อนที่คงเหลืออยู่หรือยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ พื้นที่นั้นก็จำเป็นต้องมีการบำบัดเพื่อให้ผ่านมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยจะมีทีมดำเนินการและทีมตรวจสอบ ซึ่งเมื่อทีมดำเนินการเสร็จขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ทีมตรวจสอบก็จะมาตรวจสอบอีกครั้ง โดยเมื่ออนุมัติให้ผ่าน ทีมดำเนินการนั้นก็สามารถยกเลิกกระบวนการบำบัดได้ แต่บางครั้งอาจต้องมีการเพิ่มขั้นตอนอื่นๆขึ้นมา ถ้าหากทีมตรวจสอบพบว่าปริมาณน้ำมันที่ปนเปื้อนนั้นยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะเห็นได้ว่าทีมตรวจสอบจะเป็นผู้อนุญาตให้ทีมดำเนินการ จัดการการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน ซึ่งวิธีการรับมือกับปัญหาดังกล่าวสามารถพิจารณาได้จากแผนการรับมือสถานการณ์จากแหล่งกำเนิดสู่ช่ายฝั่งทะเล (source-to-shoreline) ดังที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

ทางเลือกกระบวนการบำบัดพื้นที่บริเวณชายฝั่ง (Shoreline treatment option)

– การบำบัดและทำความสะอาดน้ำมันตามแนวชายฝั่งอาจก่อให้เกิดอันตรายที่ไม่สามารถยอมรับได้มากกว่าการปล่อยให้เกิดการฟื้นฟูโดยธรรมชาติ
– ไม่มีเทคนิคที่สามารถเร่งการบำบัดฟื้นฟูโดยธรรมชาติได้
– การประเมินความเสี่ยงที่พบว่ามีอันตรายต่อมนุษย์ที่เกิดจากน้ำมันโดยตรงหรือจากสภาวะแวดล้อม

– การฉีดล้างร่วมกับการควบคุมและการนำกลับ จะทำการฉีดน้ำล้างเพื่อทำให้น้ำมันไหลรวมกับเฟสน้ำที่ใช้ล้างเพื่อไป 1) ควบคุมน้ำมันที่ถูกชะล้างด้วยทุ่นลอยน้ำ (Boom) และนำกลับด้วยอุปกรณ์สกิมเมอร์ (Skimmer) หรือ 2) เคลื่อนย้ายไปยังบ่อพื้นที่กักเก็บ (Collection pond or area) และกำจัด โดยการใช้เครื่องสูบส่ง การดูดซับ หรืออุปกรณ์จำพวก Skimmer โดยทั่วไป การฉีดล้างแบบทั่วไปสามารถกำจัดน้ำมันที่มีความหนืดต่ำได้ (เป็นการฉีดล้างแบบธรรมดาด้วยแรงงานคน) แต่สำหรับน้ำมันที่มีความหนืดสูงจำเป็นต้องฉีดล้างด้วยแรงดันน้ำสูงและ/หรือใช้น้ำที่มีอุณหภูมิสูงเพื่อเคลื่อนย้ายน้ำมัน (การล้างด้วยแรงดันสูง หรือ spot washing นิยมใช้เพื่อล้างคราบน้ำมันจากสิ่งก่อสร้าง) นอกจากนี้ สาร Surface washing agent อาจมีความจำเป็นในการปลดปล่อย (Release) น้ำมันที่เกาะติดอยู่บนชายฝั่งหรือสิ่งก่อสร้าง โดยช่วงเวลาที่คลื่นต่ำ (Low tide) มักจะมีการสเปรย์สารดังกล่าวลงบนน้ำมัน และปล่อยให้เปียกหรือชุ่มให้นานที่สุด จากนั้นจึงทำการฉีดล้างด้วยวิธีการที่กล่าวถึงข้างต้น จากงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่าสารดังกล่าวสามารถลดปริมาณน้ำมันได้เกาะติดตามพื้นผิว (หิน หรือพื้นผิวอื่นๆ) กว่า 90 – 95%

– การกำจัดด้วยแรงงานคนหรือเครื่องจักร ในทางปฏิบัติ การกำจัดด้วยแรงงานคน (Manual removal)เกี่ยวข้องกับการตักและกวาดชั้นผิวหน้าน้ำมัน (Thick surface oil) การประยุกต์ใช้ตัวดูดซับน้ำมัน (Sorbent) สำหรับดูดซับและการนำกลับของน้ำมัน และการตัดพืชบริเวณชายฝั่ง (Vegetable cutting) สำหรับการกำจัดด้วยเครื่องจักร (Mechanical removal) มักจะเป็นการใช้เครื่องมือที่ทำขึ้นสำหรับงานก่อสร้าง โดยมีเครื่องจักรเพียงไม่กี่ชนิดที่สร้างขึ้นสำหรับกำจัดน้ำมันแนวชายฝั่งโดยเฉพาะ การกำจัดด้วยเครื่องจักรใช้แรงงานคนน้อย และกำจัดได้อย่างรวดเร็ว แต่สร้างของเสียจากน้ำมัน (Oiled solid waste) มากกว่าการใช้แรงงานคนถึง 10 เท่า แต่ในทางปฏิบัติ เครื่องจักรประเภท Scraper, Front-end, และ Backhoes สามารถกำจัดได้ในขั้นตอนเดียว ในขณะที่อุปกรณ์ประเภท Grader และ Bulldozers สามารถแค่เคลื่อนย้ายของเสียดังกล่าวเพื่อไปกำจัดด้วยเครื่องมืออื่นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีการแทรกซึมของน้ำมันลงในทรายและทับถมของตะกอน ซึ่งส่งผลทำให้เกิดของเสียปริมาณมากหรือใช้แรงงานคนจำนวนมาก ในการนี้ การดำเนินการกำจัดทางกายภาพ (Physical Removal) อาจไม่เหมาะสม ดังนั้น การบำบัดแบบภายในพื้นที่ (In-situ Treatment) อาจเป็นวิธีเหมาะสำหรับการใช้งานมากกว่าเมื่อน้ำมันเกิดการปนเปื้อนปริมาณมาก อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการบำบัดทางกายภาพเพียงวิธีใดวิธีหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อเหล่านี้ ได้แก่ ใช้พลังงานต่ำ รวดเร็ว ทำเพียงขั้นตอนเดียว และลดการเกิดของเสีย

– การกวนผสม (Mixing) หรือการเติมอากาศ (Aeration)
– การเคลื่อนย้ายตะกอนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง (Sediment relocation)
– การเผาไหม้ (Burning)
– การใช้สารเคมีช่วยเพิ่มการกระจายตัวของคราบน้ำมันหรือการทำความสะอาดชายฝั่ง (Surface washing agent or shoreline cleaners)
– การบำบัดในพื้นที่หรือการฟื้นฟูสภาพด้วยวิธีการทางชีวภาพ (Bioremediation)

ในการนี้ การกวนผสมน้ำมันที่ตกตะกอน (Mechanical mixing of oiled sediment) ให้เกิดความปั่นป่วน ไม่ว่าจะกรณีที่อยู่เหนือ Water line (Dry mixing) หรือกรณีใต้ Water line (Wet mixing) ทั้งสองกรณีมีจุดประสงค์เดียวกันเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับตะกอนในบริเวณแหล่งกำเนิด โดยการกวนผสมแบบแห้ง (Dry mixing) เหมาะสำหรับอนุภาคน้ำมันขนาดเล็ก มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความเร่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบำบัดโดยใช้ธรรมชาติ (Accelerate weathering) และทำให้เกิดการย่อยสลาย ส่วนการกวนผสมแบบเปียก (Wet mixing) มีจุดประสงเพื่อทำให้น้ำมันถูกปล่อยจากชั้นตะกอน และสามารถทำให้นำกลับน้ำมันที่บริเวณผิวน้ำได้ นอกจากนี้ การใช้วิธีทางเคมีและทางชีวภาพในการฟื้นฟูสภาพนี้ มักเกี่ยวข้องกับการเติมสารเคมี (Agents) เพื่อช่วยให้กำจัดน้ำมันจากชายฝั่งได้สะดวกขึ้น หรือการเพิ่มอัตราการย่อยสลายโดยธรรมชาติของบริเวณพื้นที่ที่มีการปนเปื้อน ดังนั้น การเลือกใช้วิธีการบำบัดที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีนั้น จึงควรได้รับคำปรึกษาและผ่านการให้ความคิดเห็นโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงอาจมีการควบคุมและตรวจสอบด้วยหน่วยงานภาครัฐอีกทางหนึ่งด้วย

  1. การฟื้นฟูโดยธรรมชาติ (Natural Recovery) แนวทางนี้เป็นการปล่อยให้น้ำมันถูกกำจัดและสลายตัวโดยกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น ผลของคลื่นทะเลและการย่อยสลายทางชีวภาพ โดยไม่มีการแทรกแซง แนวทางนี้เหมาะสมที่จะเลือกใช้กรณีดังต่อไปนี้
  2. การกำจัดทางกายภาพ (Physical Removal) เกี่ยวข้องกับการนำกลับและการกำจัดน้ำมัน การกำจัดทางกายภาพมีหลายวิธีที่เกี่ยวข้อง อาทิ การฉีดล้างร่วมกับการควบคุมและการนำกลับ (Flushing or washing with containment and recovery) และการกำจัดด้วยแรงงานคนหรือเครื่องจักร (Manual or mechanical removal)
  3. การบำบัดภายในพื้นที่ที่เกิดการปนเปื้อน (In-situ treatment or Remediation) เป็นการบำบัดหรือฟื้นฟูสภาพ ณ พื้นที่ปนเปื้อน ซึ่งส่งผลต่อการเกิดของเสียที่ลดลง รวมไปถึงขั้นตอนการขนส่งและการกำจัด (Transfer and Disposal) ของเสียที่เกิดขึ้น ในทางปฏิบัติ วิธีการที่ใช้ในการบำบัดพื้นที่ที่เกิดการปนเปื้อนมีดังต่อไปนี้

การเลือกใช้กระบวนการฟื้นฟูขึ้นโดยขึ้นอยู่กับประเภทของชายฝั่ง (Treatment by shore type)

ลักษณะของชายฝั่ง (Shoreline) ถือเป็นปัจจัยแรกที่มีผลกระทบต่อลักษณะการเคลื่อนตัวของน้ำมันเข้าสู่ชายฝั่ง ซึ่งวิธีการจัดการปัญหาการฟื้นฟูชายฝั่งโดยทั่วไปนิยมการทำความสะอาดโดยใช้แรงงานคน แต่อย่างไรก็ตาม ในสภาพการทำงานจริงเราจำเป็นต้องเลือกกระบวนการให้มีความสอดคล้องกับประเภทของชายฝั่ง และลักษณะของน้ำมันที่ปนเปื้อน โดยตัวอย่างแนวทางการเลือกใช้ทางเลือกการบำบัดในกรณีที่เป็นหาดทราย (Sand beach) สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้ [Oil spill science and Technology: Prevention, Response and Cleanup, 2011]

น้ำมันบนพื้นผิว (Surface) สารระเหย ความหนาแน่นต่ำ ความหนาแน่นปานกลาง ความหนาแน่นสูง ของแข็ง
การฟื้นฟูโดยธรรมชาติ (Natural recovery)

การฉีดล้างด้วยน้ำ (Flooding)

การฉีดน้ำชนิดความดันต่ำ

(Low pressure ambient washing)

การกำจัดโดยแรงงานคน (Manual removal)

การใช้แรงดันสุญญากาศ (Vacuum)

การกำจัดโดยเครื่องจักร (Mechanical removal)

การใช้สารดูดซับ (Passive sorbents)

การกวนผสมแบบแห้ง (Mixing dry)

การกวนผสมแบบเปียก (Mixing wet)

การเคลื่อนย้ายตะกอนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง (Sediment relocation)

การฟื้นคืนสภาพโดยใช้กระบวนการทางชีวภาพ(bioremediation)

 

 

น้ำมันภายใต้ชั้นตะกอน (Sediments) สารระเหย ความหนาแน่นต่ำ ความหนาแน่นปานกลาง ความหนาแน่นสูง ของแข็ง
การฉีดล้างด้วยน้ำ (Flooding)

การฉีดน้ำชนิดความดันต่ำ

(Low pressure ambient washing)

การกำจัดโดยแรงงานคน(Manual removal)

การกำจัดโดยใช้เครื่องจักร (Mechanical removal)

การกวนผสมแบบแห้ง (Mixing dry)

การกวนผสมแบบเปียก (Mixing wet)

การเคลื่อนย้ายตะกอนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง (Sediment relocation)

การฟื้นคืนสภาพโดยใช้กระบวนการทางชีวภาพ(bioremediation)

 

■ Preferred option                       □ Possibly applicable for small amount of oil

โดยจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยสำหรับการพิจารณาเลือกใช้วิธีการบำบัดที่เหมาะสมคือ ลักษณะของน้ำมันที่บำบัด รวมไปถึงสถานที่และตำแหน่งของน้ำมัน (บนพื้นผิว หรือภายในชั้นตะกอน) ซึ่งปัจจัยข้อหลังนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับการซึมผ่านของน้ำมันกล่าวคือ น้ำมัน (บนพื้นผิว) มักจะไม่สามารถซึมผ่านวัสดุบางชนิดได้ เช่น หินแข็ง หินชายหาด หรือโครงสร้างคอนกรีต แต่น้ำมันอีกประเภทจะสามารถซึมผ่านตะกอนชนิดหยาบ (Coarse sediment) หรืออาจถูกฝังกลบอยู่ในตะกอนที่มีการเคลื่อนที่ เช่น ทรายบริเวณชายหาด ตะกอนสะสมบริเวณแม่น้ำ หรือหาดเลน เป็นต้น นอกจากนี้พืชบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง เช่น ป่าชายเลน ทุนดรา แนวพืชน้ำลักษณะคล้ายหญ้า และป่าพลุน้ำเค็ม ยังจัดเป็นพืชที่มีความอ่อนไหวต่อการฟื้นฟู และอาจก่อให้เกิดขยะที่จำเป็นต้องมีการจัดการที่เหมาะสมต่อไป

การก่อให้เกิดของเสีย (Waste Generation)

โดยทั่วไป การบำบัดน้ำมันที่รั่วออกมานั้นมักจะก่อให้เกิดขยะจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำมันที่รั่ว (Amount of spilled oil) และปริมาณของเสียที่เกิดขึ้น (Volume of waste) เนื่องจากปริมาณน้ำมันที่รั่วจำนวนมากก็อาจก่อให้เกิดปริมาณของเสียเพียงเล็กน้อย หรือในทางกลับกันปริมาณน้ำมันที่รั่วเพียงเล็กน้อยอาจจะก่อให้เกิดของเสียถึงปริมาณ 10 หรือ 20 เท่าของน้ำมันที่รั่วออกมาก็ได้ ซึ่งประเด็นข้างต้นจะขึ้นอยู่กับการเลือกใช้แนวทางดำเนินการ การควบคุมการทำงาน และความชัดเจนของระบบสั่งการโดยรวม ในทางปฏิบัติ ของเสียส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมักจะมาจากการทำความสะอาดชายฝั่ง (Shoreline cleanup) ซึ่งโดยปริมาณของเสียดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับวิธีบำบัดที่เลือกใช้

  • การทำความสะอาดชายฝั่งด้วยการใช้เครื่องจักร (Mechanical cleanup ) เป็นเทคนิคที่รวดเร็วแต่ก็เป็นวิธีที่สร้างของเสียเป็น 10 เท่า เมื่อเทียบกับการกำจัดโดยคน (Manual removal) ดังนั้น การกำจัดด้วยแรงงานคน (manual removal techniques) จึงเป็นวิธีที่นิยมมากกว่า เนื่องจากเป็นวิธีที่ถือว่าทำให้เกิดขยะจากน้ำมันที่ปนเปื้อนน้อย
  • In-situ techniques (เป็นเทคโนโลยีการฟื้นฟูโดยการบำบัดน้ำมันหรือสารเคมีที่ปนเปื้อนในพื้นที่โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายตัวกลางไปที่อื่น) เป็นเทคนิคที่ก่อให้เกิดของเสียจากน้ำมันน้อยที่สุด ซึ่งเทคนิคดังกล่าวจะประกอบด้วยการฟื้นฟูโดยธรรมชาติ การกวนผสม การเคลื่อนย้ายตะกอนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง การเผาไหม้ การใช้สารช่วยเพิ่มการกระจายตัว และการฟื้นคืนสภาพโดยใช้กระบวนการทางชีวภาพ ดังที่ได้กล่าวถึงข้างต้น โดย In-situ techniques มีความเหมาะสมเป็นอย่างมากในการใช้กับพื้นที่ที่ห่างไกล หรือมีข้อจำกัดในการจัดการกับของเสียที่เกิดขึ้น เพราะเป็นวิธีที่รวดเร็ว ต้องการวัสดุน้อย (Minimal resource requirement) ไม่ต้องใช้ยานพาหนะ (logistics support) แต่ถึงอย่างไรก็ตามการเลือกใช้วิธีในการจัดการต้องคำนึงถึง ประสิทธิภาพความเป็นไปได้ในการบำบัด ราคาและประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมประกอบไปด้วยอีกทางหนึ่ง

โดยสรุป เราอาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะประยุกต์ใช้แนวทางการบำบัดน้ำมันปนเปื้อนพื้นที่ชายฝั่ง (Shoreline Treatment) รูปแบบใด การพิจารณาถึงการนำกลับไปใช้ (Recovery) รวมไปถึงระบบบำบัดและจัดการกับของเสีย (Waste treatment and Management system) ที่เกิดขึ้นในเฟสต่างๆ (น้ำ อากาศ และของแข็ง) นับว่ามีความจำเป็นอย่างมากที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ นอกจากนี้ เรายังควรพิจารณาถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ (Ecosystem) ในบริเวณโดยรอบอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ รวมไปถึงเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ขอขอบคุณคณะนิสิตระดับปริญญาโท – เอก ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมมือในการหาข้อมูล และร่วมจัดทำบทความวิชาการ ได้แก่

นาย ธนากร อื้อมุกดากุล              น.ส. ลักษิกา กองวิเชียร              น.ส. ภัทรศิริ ฟักแก้ว

น.ส.  อรภา ปรีชาวาท                  น.ส. นวพร ทาเพชร                     น.ส. ชมทิศา ชื่นแชม

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 1 อัตรา คือ

อาจารย์ ดร.อัจฉริยา สุริยะวงศ์

สอบสัมภาษณ์ในวันพุธที่ 7 สิงหาคม 2556 เวลา 09.30-11.00 น. ณ ห้องประชุม 103 ชั้น 1 อาคารอรุณ สรเทศน์ คณะวิศวฯ จุฬาฯ

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบคัดเลือกเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย (เงินอุดหนุน) ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สำนักงาน P6 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบคัดเลือกเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย (เงินอุดหนุน) ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สำนักงาน P6 ปฏิบัติหน้าที่ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย จำนวน 1 อัตรา ปฏิบัติงานที่งานบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประกาศรับสมัครฯ ลงวันที่ 28 มกราคม 2556 และประกาศขยายเวลารับสมัครฯ ลงวันที่ 1 มีนาคม 2556 ดังนี้
1. นางสาวทัศนีย์ มาลา
2. นายจักริน วิภาสวัชรโยธิน
3. นางจันทรา เทพทอง
4. นายสง่า แววรวีวงศ์
5. นางสาวดวงทิพย์ เชื้อพันธุ์
6. นายบุญฤทธิ์ ชีวันไพโรจน์

กำหนดสอบในวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้อง 219 ตึก 3 (ศูนย์คอมฯ) คณะวิศวฯ จุฬาฯ

บทความวิชาการ : ภาพรวมของสารเคมีที่มีการประยุกต์ใช้งานในภาวะน้ำมันรั่วไหล (Oil spill) ลงสู่ทะเล

ภาพรวมของสารเคมีที่มีการประยุกต์ใช้งานในภาวะน้ำมันรั่วไหล (Oil spill) ลงสู่ทะเล

รองศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล (pisut.p@chula.ac.th)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปฏิภาณ ปัญญาพลกุล (patiparn.p@chula.ac.th)
ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หน่วยวิจัย Research Unit on Technology for Oil Spill and Contamination Management จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในกรณีที่ไม่สามารถจำกัดพื้นที่ (Oil containment / control) และแยกน้ำมัน (Oil separation / recovery) ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะที่เกิดการรั่วไหลของน้ำมันลงสู่ทะเล กล่าวได้ว่าจะมีปริมาณน้ำมันบางส่วนหลุดรอดและหลงเหลืออยู่ที่บริเวณผิวหน้าของเฟสน้ำ ในการนี้ การบำบัดน้ำมันที่รั่วโดยใช้สารเคมี (Chemical treatment) มักเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีการเลือกใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้สารกระจายคราบน้ำมัน (Dispersant) ซึ่งมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในการกำจัดคราบน้ำมันที่บริเวณผิวหน้า (ส่งผลเสียต่อการถ่ายเทออกซิเจนและต่อสัตว์ทะเลขนาดใหญ่) ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น ในบทความวิชาการนี้จึงจะขอให้ข้อมูลในทางทฤษฏีเกี่ยวกับสารกระจายคราบน้ำมัน รวมไปถึงสารเคมีชนิดอื่นๆ ที่มักมีการใช้งานภาวะน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเล (ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการแยกน้ำมัน ด้านการบำบัดด้วยการดูดซับ และด้านการฟื้นฟูสภาพและระบบนิเวศน์) ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อท่านผู้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีที่เลือกใช้และข้อควรพิจารณา

สารกระจายคราบน้ำมัน(Dispersants)

สารกระจายคราบน้ำมันเป็นสารที่ใช้ทั่วไปในการจัดการน้ำมันที่รั่ว โดยสารนี้มีคุณสมบัติช่วยให้น้ำมันเกิดการกระจายตัวเป็นหยดน้ำมันขนาดเล็กจากบริเวณผิวหน้าของน้ำ ซึ่งจะส่งผลต่อการกระจายและเจือจางของอนุภาคน้ำมันขนาดเล็กในทะเล รวมไปถึงจะส่งผลดีต่อการย่อยสลายอนุภาคน้ำมันขนาดเล็กๆ ดังกล่าวด้วยกลไกการย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradable mechanism) โดยทั่วไป สารกระจายคราบน้ำมันนั้นมักประกอบได้ด้วย สารลดแรงตึงผิว (surfactant) สารเคมีจำพวกสบู่ และสารซักล้าง (detergent)โดยสารเหล่านี้มีคุณสมบัติทั้งละลายในน้ำ และละลายในน้ำมัน สารลดแรงตึงผิวที่ใช้ในสารช่วยเพิ่มการกระจายตัวนั้นมีค่าสมบัติการละลายเท่ากับน้ำและน้ำมัน ทำให้หยดน้ำมันมีความเสถียรมากขึ้น จึงสามารถกระจายตัวในน้ำได้นาน ไม่เกิดการรวมตัวกลับมาเป็นหยดน้ำมันขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามใช้สารเพิ่มการกระจายตัวในกรณีที่เกิดกรณีน้ำมันรั่วนั้นควรต้องมีการพิจารณาโดยละเอียดในด้านต่างๆ อาทิ ชนิด (Type) องค์ประกอบของสาร (Component) ความเข้มข้น (Concentration) ปริมาณ (Amount) จุดที่ปล่อยสาร (Feeding point) และรูปแบบหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการปล่อยสาร (Feeding patterns or equipment) เป็นต้น เนื่องจากมีข้อโต้เถียงกันถึงผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล

จากกรณีน้ำมันรั่วไหลจากเหตุการณ์ท่อน้ำมันดิบขนาด16 นิ้วของบริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) รั่วกลางทะเลใกล้ชายฝั่งมาบตาพุด จ.ระยอง เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ในขั้นต้นได้มีรายงานว่ามีน้ำมันดิบรั่วประมาณ 50,000 – 70,000 ลิตร ทั้งนี้ จากสภาพภูมิอากาศและข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับการดำเนินการโดยรวมจึงส่งผลทำให้จำกัดพื้นที่ (Oil containment / control) และแยกน้ำมัน (Oil separation / recovery) ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงได้มีการประยุกต์ใช้แนวทางการบำบัดน้ำมันรั่วโดยใช้สารกระจายคราบน้ำมัน โดยเติมสารดังกล่าวจากทั้งทางเรือและทางเครื่องบิน โดยสารที่เลือกใช้ได้แก่ สาร Slickgone NS  จาก Dasic International Ltd. ประเทศสหราชอาณาจักร โดยจากเอกสารด้านความปลอดภัยของผู้ผลิตได้ระบุถึงองค์ประกอบหลักของสาร Slickgone NS  ไว้ดังนี้

1. สาร Kerosene (Light petroleum distillates) (ความเข้มข้น 60-70%)  CAS No.  64742-47-8

2. สาร Sodium Dioctylsulphosuccunate (ความเข้มข้น 1-10%) CAS No.577-11-7

โดยสาร Kerosene ทำหน้าที่เป็นตัวทำลาย (Solvent) ให้กับสาร Sodium Dioctylsulphosuccunate ซึ่งทำหน้าที่ เป็นสารลดแรงตึงผิว  (Surfactant) จากเอกสารด้านความปลอดภัยของผู้ผลิตได้ระบุวิธีการและข้อควรระวังในการใช้งาน การขนส่ง และการเก็บรักษา เนื่องจากอาจเกิดการระคายเคืองต่อตา ผิวหนัง และอาจเกิดอันตรายต่อปอดถ้าเกิดการกลืนเข้าไป (R36, R38 และ R65) ในแง่ความสามารถในการถูกย่อยสลายทางชีววิทยา (Biodegradability) ของสาร Slickgone NS  จากเอกสารด้านความปลอดภัยของผู้ผลิตได้ระบุไว้โดยเป็นไปตามมาตรฐานของสารลดแรงตึงผิว ของสหภาพยุโรป (Regulation (EC) No. 648/2004)) โดยมีวิธีการทดสอบความสามารถในการถูกย่อยสลายทางชีวภาพอย่างน้อย 60-70% ภายใน 28 วัน และจากข้อมูลของผู้ผลิตไม่พบการสะสมทางชีววิทยา (Bioaccumulation)

นอกจากนี้จากการศึกษาเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมี (Material Safety Data Sheets) (MSDS)ขององค์ประกอบหลักทั้ง 2 ชนิดจากผู้ผลิตต่างๆ ระบุว่าข้อมูลความเป็นพิษทางด้านระบบนิเวศน์ของสาร Kerosene (Light petroleum distillates) (CAS No.  64742-47-8) ยังไม่มีการศึกษาโดยตรงแต่มีการให้ข้อมูลความเป็นพิษ (Toxicity information) โดยอาศัยข้อมูลจากผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายกัน นอกจากนี้ยังมีการระบุว่าสารดังกล่าวมีความสามารถในการถูกย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และส่วนที่ระเหยได้สามารถถูกย่อยสลายโดยปฏิกิริยาโฟโตออกซิเดชัน (Photo-oxidation) ได้รวดเร็วในอากาศ ส่วนสาร Sodium Dioctylsulphosuccunate (CAS No.577-11-7) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารลดแรงตึงผิว (Surfactant)  มีโครงสร้างที่ไม่มีหมู่เบนซีน (ดังรูปด้านล่าง)  ทำให้สามารถย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ  แต่อย่างไรก็ตามจากข้อมูล MSDS ได้ระบุข้อควรระวังหรืออันตรายที่เกิดจาการสัมผัสโดยตรงของสารเคมี เช่น การกลืนกิน การสัมผัสกับผิวหนัง และเข้าตา เป็นต้น  (R22, R38 และ R41 ตามลำดับ) นอกจากนี้จากการศึกษาของ Garcia และคณะ (2009) ได้ระบุความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพจนหมดไปของสารกลุ่ม Sulphosuccinates ในสภาวะต่างๆที่ประมาณ 50-80% ในระยะเวลา 50 วัน

นอกจากสาร Sodium dioctylsulphosuccunate แล้วยังมีสารองค์ประกอบที่ใช้เป็นสารลดแรงตึงผิวในสารกระจายคราบน้ำมัน ได้แก่ สาร Fatty acid esters และสาร Ethoxylated Fatty acid esters เป็นต้น ซึ่งจากข้อมูล MSDS สารประเภทดังกล่าวมีความเป็นพิษต่ำมาก สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้เร็ว ไม่พบการสะสมทางชีววิทยาอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกัน นอกจากสาร Kerosene แล้วสารในกลุ่ม Glycol ethers (เช่น Ethylene glycol, Dipropylene glycol, 2-butoxyethanol และ Di-propylene glylene monomethyl ether เป็นต้น)ที่ถูกใช้เพื่อเป็นตัวทำละลาย (Solvent) โดยจากข้อมูลการศึกษา ของ Environmental Protection Agency (EPA) และ Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) พบว่าการย่อยสลายของสารกลุ่ม Glycol ethers มีความเป็นพิษค่อนข้างน้อยจนถึงไม่มีพิษ และความสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ดี (92-100% ในระยะเวลา 28 วันในห้องปฏิบัติการ)

นอกจากสารกระจายคราบน้ำมัน (Dispersant) ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีสารเคมีอีกหลายชนิดที่มีการประยุกต์ใช้งานในการจัดการกับปัญหาน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเล ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการแยกน้ำมันด้วยอุปกรณ์ ด้านการบำบัดและกำจัดน้ำมัน รวมไปถึงด้านการฟื้นฟูชายฝั่งหรือระบบนิเวศน์ โดยทั่วไป การจัดประเภทของสารเคมีที่ใช้ในการบำบัดน้ำมันขึ้นอยู่ลักษณะการใช้งานว่าเป็นการทำความสะอาด หรือใช้ในการกำจัดน้ำมันออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ตามก่อนที่จะใช้สารเคมีเหล่านี้นั้นผู้ใช้ควรมีความรู้เกี่ยวกับสารเคมีดังกล่าวก่อน เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้ถ้านำไปใช้ไม่ถูกต้องก็จะไม่เกิดประโยชน์ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตได้โดยในทางปฏิบัติ เราสามารถแบ่งประเภทสารเคมีที่ใช้ในภาวะน้ำมันรั่วไหล (Oil spill) ตามบริเวณต่างๆ ซึ่งจะมีหน้าที่และกลไกการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้

สารเคมีด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการแยกน้ำมันด้วยอุปกรณ์

· สารทำลายการเกิดอิมัลชันหรือสารยับยั้ง (Emulsion Breaker and Inhibitors)ใช้ในการป้องกันการเกิดอิมัลชันของน้ำและน้ำมัน หรือทำให้อิมัลชันที่เกิดขึ้นแยกกับไปเป็นน้ำและน้ำมัน เนื่องจากการรวมตัวเป็นอิมัลชันระหว่างน้ำและน้ำมัน จะทำให้ยากต่อการทำความสะอาด เพิ่มอุปกรณ์ที่ใช้ ปริมาณถังที่ต้องจัดเก็บและนำไปกำจัด อิมัลชันระหว่างน้ำและน้ำมันมีความหนืดมากซึ่งเป็นปัญหาต่ออุปกรณ์ สกิมเมอร์ และเครื่องสูบน้ำ โดยทั่วไป สารทำลายการเกิดอิมัลชันหรือสารยับยั้งมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีความเหมาะสมในแต่ละกรณี เช่น บางประเภทสามารถใช้งานได้ดีเมื่อมีปริมาณน้ำอยู่น้อยหรือระบบปิด บางประเภทสามารถใช้งานได้ดีเมื่อมีปริมาณน้ำมากหรือระบบเปิดะเนื่องจากในกรณีที่อิมัลชันประกอบด้วยสารลดแรงตึงผิวมากทำจะมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีมาก จึงควรทำในระบบปิด ซึ่งจะทำให้สารเหล่านี้ไม่เกิดการหลุดรอดออกไปได้ ขณะที่อิมัลชันประกอบด้วยพอลิเมอร์ จะมีคุณสมบัติละลายน้ำได้น้อย ดังนั้นสามารถทำได้ในระบบเปิด ระดับความเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตของสารเหล่านี้จึงไม่ทราบแน่ชัด ในทางปฏิบัติ ประสิทธิภาพของสารทำลายการเกิดอิมัลชันหรือสารยับยั้งสามารถวัดได้โดยหาปริมาณน้อยที่สุดที่ใช้ในการทำลายเสถียรภาพของอิมัลชัน แต่ประสิทธิภาพและระดับความพิษของสารเหล่านี้ยังมีการทดสอบที่น้อยมาก  ทำให้ไม่นิยมใช้ในพื้นที่เปิดหรือกระบวนการทำความสะอาดมากนัก

· สารช่วยส่งเสริมการคืนสภาพ (Recovery enhancers)หรือสารเพิ่มความหยืดหยุ่น (viscoelastic) ลดความหนืด โดยสารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องสกิมเมอร์ หรืออุปกรณ์สำหรับสูบน้ำมันที่รั่วโดยจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการยึดติดของน้ำมันกับอุปกรณ์ เพิ่มอัตราการนำน้ำมันกลับคืนของสารดูดซับบริเวณผิวอุปกรณ์สกิมเมอร์แต่สารเหล่านี้ ไม่สามารถใช้ได้ทุกกรณี อาทิเช่นสารที่มีคุณสมบัติหนืดมาก พวกน้ำมันดิบ และ Bunker C. สารช่วยส่งเสริมการคืนสภาพ จะประกอบด้วย พอลิเมอร์ที่ไม่เป็นพิษอยู่ในลักษณะ เป็น microsprings หรือ โมเลกุลวงแหวน (Coiled molecular form)

สารเคมีด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการด้านการบำบัดและกำจัดน้ำมัน

· สารที่ช่วยการจับตัวเป็นของแข็ง (solidifiers)ใช้ในการเปลี่ยนน้ำมันที่เป็นของเหลวเป็นสารประกอบที่เป็นของแข็ง ซึ่งทำให้สามารถจัดเก็บสารประกอบเหล่านี้จากผิวน้ำด้วยตาข่ายหรือเครื่องจักรกล ซึ่งอาจสามารถเรียกสารชนิดนี้ได้ว่า สารทำให้เกิดเจล (gelling agents) หรือสารช่วยในการจัดเก็บ(collecting agents)ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีการพัฒนาอย่างเต็มที่ สารเหล่านี้ประกอบด้วย สารเคมีที่เป็น cross-linking ตั้งแต่ 2 โมเลกุลขึ้นไป หรือสารช่วยกระตุ้นการเกิดสารประกอบพอลิเมอร์ โดยทั่วไปสารชนิดนี้จะใช้งานเป็นผงเพื่อให้ทำปฏิกิริยากับและตัวรวมกับน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ในอดีตไม่ได้มีการใช้สารที่ช่วยการจับตัวเป็นของแข็ง เนื่องจากการทำให้น้ำมันกลายเป็นของแข็งนั้น เป็นการเพิ่มความยากลำบากในการจัดเก็บโดยการใช้เครื่องสกิมเมอร์ เครื่องสูบ ถังเก็บ และเครื่องมือแยกอื่นๆ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ใช้จัดการกับของเหลว และของเหลวที่มีความหนืดมากเท่านั้น อีกทั้งสารเคมีเหล่านี้ไม่เหมาะสำหรับการเกิดการรั่วของน้ำมันในปริมาณที่มาก เนื่องจากต้องใช้สารชนิดนี้มากเกินไป และเมื่อสารชนิดนี้ทำปฏิกิริยากับน้ำมัน เกิดเป็นของแข็งในบริเวณจุดเริ่มต้นอย่างรวดเร็วไปเกิดการขัดขวางการทำปฏิกิริยากับน้ำมันในบริเวณที่ห่างออกไป ดังนั้นการใช้สารชนิดนี้จึงเหมาะสำหรับการรั่วของน้ำมันในบริเวณที่มีขนาดเล็ก

· สารที่ทำให้จม (Sinking agents)เป็นวัตถุชนิดใดก็ได้ที่สามารถในการดูดซับน้ำมันในน้ำได้และจมลงสู่ก้นทะเล ซึ่งสารชนิดนี้ไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในเกือบทุกประเทศ เนื่องจากเกิดปัญหารุนแรงขึ้นกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ก้นทะเล และน้ำมันยังสามารถหลุดออกจากสารชนิดนี้กลับขึ้นมารั่วซึมในทะเลได้อีก

สารเคมีด้านการฟื้นฟูชายฝั่งหรือระบบนิเวศน์

·       สารชำระล้างพื้นผิว(Surface-washing agents) หรือสารที่ใช้ทำความสะอาดชายหาด โดยทั่วไปจะมีสารประกอบ (สารลดแรงตึงผิว) คล้ายกันกับสารกระจายคราบน้ำมัน (Dispersant) แต่มีกลไกการทำงานที่แตกต่างกับสาร Dispersant ที่คุณสมบัติการละลายของสารลดแรงตึงผิว โดยชนิดของสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ที่ใช้ในสารชำระล้างพื้นผิวจะมีคุณสมบัติการละลายน้ำได้ดีกว่าละลายในน้ำมัน ทำให้กลไกการทำงานของสารชำระล้างมีลักษณะเป็นสารซักล้างซึ่งคล้ายกับการซักล้างเสื้อผ้าตามบ้านเรือน นอกจากนี้ จุดประสงค์การใช้งานและจุดที่ฉีดสารชำระล้างพื้นผิว และสารเพิ่มกระจายมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ จะมีการใช้สารชำระล้างพื้นผิวในบริเวณชายฝั่ง หรือสิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเวลาที่น้ำลง (Low tide) จะมีการฉีดพ่นสารชำระล้างพื้นผิวเพื่อป้องกันน้ำมันซึมเข้าไปใต้ดิน และยึดเกาะกับวัตถุอื่นๆ โดยจะมีการฉีดน้ำอัดความดันต่ำในพื้นที่นั้นหลังจากพ่นสารชำระล้าง โดยพบว่าสารเหล่านี้สามารถทำให้น้ำมัน 90-95% หลุดออกจากหินหรือวัตถุอื่นๆจากการทดลองที่ผ่านมาพบว่า สารชำระล้างพื้นผิวมีความเป็นพิษน้อยมาก และสามารถช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับสิ่งมีชีวิตบริเวณชายฝั่งได้อีกด้วย

· สารย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradation agent) เป็นสารที่ช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพของน้ำมันโดยใช้จุลินทรีย์ วิธีนี้เหมาะสมสำหรับการใช้งานบนชายฝั่งหรือพื้นดิน แต่วิธีนี้ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อใช้ในทะเลเพราะเกิดการเจือจาง (Dilution) และการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของน้ำมัน (Rapid movement of oil) จากการวิจัยต่างๆพบว่า การย่อยสลายทางชีวภาพ (biodegradation) นั้น การเลือกใช้ biodegradation agent  มีความสำคัญกับการดำเนินการด้วยวิธีนี้อย่างมาก เนื่องจากมีการค้นพบแบคทีเรีย (bacteria) และรา (Fungi) หลากหลายสายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายองค์ประกอบของน้ำมัน เช่น น้ำมันชนิดอิ่มตัว (Saturate component) ที่ประกอบด้วยอะตอมของคาร์บอน 12 ถึง 20 อะตอม เป็นต้น และบางสายพันธุ์ยังมีความสามารถในการย่อยสารประกอบในหมู่อโรมาติกที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำอีกด้วย ในขณะที่ชนิดของน้ำมันที่แตกต่างกันก็จะส่งผลต่อรูปแบบการเกิดการย่อยสลายทางชีวภาพ (biodegradation) ที่แตกต่างกัน โดยพบว่าส่วนที่อิ่มตัว (Saturate content) เป็นส่วนที่สามารถย่อยสลายได้เป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น น้ำมันดีเซล (Diesel fuel) มีส่วนที่อิ่มตัวมากกว่า 95% จึงทำให้น้ำมันประเภทนี้สามารถถูกย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามน้ำมันชนิด Bunker C. ซึ่งมีองค์ประกอบที่อิ่มตัวในปริมาณที่น้อย ทำให้สามารถถูกย่อยสลายด้วยการย่อยสลายทางชีวภาพได้น้อยมากไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใดก็ตาม เป็นผลทำให้ยางมะตอย(asphalt) ซึ่งประกอบด้วยสารประกอบวงอโรมาติกตามน้ำหนักโมโลกุล จึงไม่เกิดการย่อยสลายและนิยมนำมาประยุกต์ใช้สร้างถนนในปัจจุบัน

ในทางปฏิบัติ สาร Biodegradation agent จะประกอบด้วยสาร2 ชนิดคือ 1) สาร Bioenhancementจะประกอบด้วยสารอาหาร ปุ๋ย (Fertilizer)วัสดุหรือองค์ประกอบที่ไปช่วยส่งเสริมการทำงานของจุลินทรีย์ในการย่อยสลายสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและ2) สาร Bioaugmentationจะประกอบด้วยกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายน้ำมัน

โดยมีงานวิจัยที่แสดงว่าการใส่สารBioenhancement ไปยังน้ำมันที่รั่วไหลบนพื้นผิวดิน (land) สามารถเพิ่มอัตราการย่อยสลายน้ำมันส่วนที่อิ่มตัวและสารประกอบอะโรมาติกบางส่วนในน้ำมัน โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ของน้ำมันสามารถย่อยสลายได้ และลดระยะเวลาในการย่อยสลายจากใช้เวลาเป็นปี เหลือระยะเวลา 1 เดือน แต่อย่างไรก็ดี จุลินทรีย์ไม่สามารถย่อยสลายน้ำมันได้ทุกชนิด เช่น ในกรณีที่น้ำมันมีน้ำหนักโมเลกุลสูงมาก (Heavier type) เป็นต้น ดังนั้นองค์ประกอบบางส่วนของน้ำมันจะไม่สามารถย่อยสลายได้แม้จะใช้เวลาผ่านไปเป็นปี และมีการศึกษาพบว่า Biodegradation agent จะเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด เมื่อใช้อัตราส่วนของน้ำมัน :ไนโตรเจน : ฟอสฟอรัส ในอัตราส่วน 100:10:1 นอกจากนี้ คุณสมบัติของสาร Fertilizer ซึ่งเป็นสารที่เติมเข้าไปในดินและทำให้ดินมีพีเอชเป็นกลาง (Neutral pH) จะช่วยทำให้การย่อยสลายน้ำมันได้ดีมาก แต่ถ้าหาก Fertilizer ที่เติมเข้าไปในดินมากไป จะส่งผลทำให้ดินมีพีเอชเป็นกรด และการย่อยสลายเกิดขึ้นได้ช้า โดยทั่วไป เราควรเลือกใช้ Fertilizer ที่ละลายได้ดีในน้ำมัน (แต่ละลายในน้ำไม่ดี) ซึ่งจะส่งผลดีทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยสลายดีขึ้นเนื่องจากช่วยป้องกันไม่ให้น้ำมันถูกชะล้างออกไป (washed away)

สำหรับ สาร Bioaugmentation ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นสารช่วยส่งเสริมการย่อยสลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้นบริเวณที่น้ำมันปนเปื้อนโดยตรง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีการเติมจุลินทรีย์กลุ่มใหม่ลงไปพร้อมกับสารที่ช่วยส่งเสริมการย่อยสลายของจุลินทรีย์กลุ่มใหม่กลุ่มนี้ในการบำบัดน้ำมันที่ปนเปื้อน ดังนั้น เราอาจกล่าวได้ว่าสารช่วยส่งเสริม(Bioenhancement agent) ที่เติมลงไปในกรณีนี้อาจไม่ช่วยส่งเสริมการย่อยสลายน้ำมันของกลุ่มจุลินทรีย์กลุ่มเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อน เนื่องจากมีการเติมกลุ่มจุลินทรีย์กลุ่มใหม่เข้าไปในสิ่งแวดล้อม ในการนี้ ทำให้มีกฎหมายของรัฐบาลที่ควบคุมการเติมจุลินทรีย์ชนิดใหม่ที่ไม่ใช่สายพันธุ์ท้องถิ่นลงไปในดิน เพราะอาจเป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค หรืออาจส่งกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นดังกล่าว ดังนั้น สาร Biodegradation ทุกชนิดจะต้องได้รับการอนุญาตจากทางรัฐบาลก่อนนำไปใช้งาน

โดยสรุป  การบำบัดและจัดการกับน้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่สามารถจำกัดพื้นที่และแยกน้ำมันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่เกิดการรั่วไหล เราอาจกล่าวได้ว่ากระบวนการบำบัดทางเคมี (Chemical treatment) จะเป็นแนวหนึ่งที่มีความจำเป็นและมีการประยุกต์ใช้งานทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการแยกและการบำบัด รวมไปถึงการทำความสะอาดและฟื้นฟูระบบนิเวศน์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาและพิจารณาถึงชนิดและปริมาณสารเคมีที่เลือกใช้ จุดหรือบริเวณที่จะเติม รวมไปถึงการย่อยสลายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศน์ของบริเวณโดยรอบ

ตัวอย่างรายชื่อสารเคมีที่ใช้บำบัดน้ำมันรั่วที่ในใช้ในปัจจุบัน (เรียงตามลำลับตัวอักษรภาษาอังกฤษ)

** Not currently listed or required to be listed for use in the US.

*** EPA has determined that this product is a Sorbent. therefore, this product does not need to be listed on the NCP Product Schedule.

Warning: Ensure that the revision date of this Guide is consistent with the most recent version of the NCP Product Schedule. If dates are not consistent, the information could be outdated. Note: As of this publication, there are only five product categories on the NCP Product Schedule: Dispersants, Bioremediation Agents, Surface

เอกสารอ้างอิง

1. Garcia, M. T., E. Campos, A. Marsal and I. Ribosa. 2009. Biodegradability and toxicity of sulphonate-based surfactants in aerobic and anaerobic aquatic environments. Water Research 43: 295-302.

2. Fate, Transport, and Transformation Test Guidelines, OPPTS 835.3110, Ready Biodegradability, EPA 712-C-98-076, January 1998.

3. OECD Guidelines for Testing of Chemicals, Organization for Economic Cooperation and Development, Vol. 2, Section 3, Degradation and Accumulation, Updated 1993.

4. Alsop, G. M., R. A. Conway, “Bacterial Growth Inhibition Test,” Journal Water Pollution Control Federation, Vol. 52, No.10, October 1980.

5. Methods for Measuring the Acute Toxicity of Effluents to Freshwater and Marine Organisms, EPA/600/4-85/O1 3, March 1985

6. EPA, CFR 797.1400, Fish Acute Toxicity Test, February 1997.

7. EPA, CFR 797.1300, Daphnid Acute Toxicity Test, February 1997.

8.      Annual Book of ASTM Standards, Water and Environmental Technology, Vol.11.05, (1995).

9. OECD Guidelines for Testing of Chemicals, Organization for Economic Cooperation and Development, Vol. 1, Section 2, “Effects On Biotic Systems,” Updated 1993

ขอขอบคุณคณะนิสิตระดับปริญญาโท–เอก ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมมือในการหาข้อมูล และร่วมจัดทำบทความวิชาการ ได้แก่

นาย ธนากร อื้อมุกดากุล              น.ส. ลักษิกา กองวิเชียร              น.ส. ภัทรศิริ ฟักแก้ว

น.ส.  อรภา ปรีชาวาท                  น.ส. นวพร ทาเพชร                     น.ส. ชมทิศา ชื่นแชม

บทความวิชาการ : ภาพรวมแนวทางจัดการน้ำมันรั่วไหล (Oil Spill) ลงสู่ทะเล

ภาพรวมแนวทางจัดการน้ำมันรั่วไหล (Oil Spill) ลงสู่ทะเล

รองศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล (pisut.p@chula.ac.th)

ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากเหตุการณ์ท่อน้ำมันดิบขนาด 16 นิ้วของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) รั่วกลางทะเลใกล้ชายฝั่งมาบตาพุด จ.ระยอง เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ในขั้นต้นได้มีการประมาณว่ามีน้ำมันดิบรั่วประมาณ 50,000 – 70,000 ลิตร (http://www.manager.co.th/daily) ลงสู่ทะเล รวมถึงได้ส่งผลให้เกิดมีคราบน้ำมันที่ชัดเข้าฝั่งบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด กินพื้นที่ยาว 400-500 ร้อยเมตร กว้าง 30-40 เมตร (http://www.dailynews.co.th/politics) ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างในพื้นที่ โดยเราอาจกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเลครั้งใหญ่มากที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ ดังนั้น ประเด็นในด้านการจัดการ การเตรียมความพร้อม และด้านประสบการณ์เกี่ยวกับอุบัติเหตุการรั่วไหลหรือการปนเปื้อนของน้ำมันทางทะเล จึงเป็นคำถามที่หลากหลายภาคส่วนให้ความสนใจและต้องการทราบถึงแนวทางการดำเนินการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสอนและทำวิจัยเกี่ยวกับการแยกและบำบัดน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมัน จึงอยากแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการจัดการโดยรวมซึ่งจะประกอบไปด้วย 8 ขั้นตอน ดังสรุปได้รูปด้านล่าง โดยแบ่งขั้นตอนต่าง ๆ ออกเป็น 3 ช่วงหลัก

1.การหยุดการรั่วไหลของน้ำมันให้ได้โดยเร็วที่สุด (Stopping) โดยดำเนินการตามคู่มือการปฏิบัติการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ อาทิ การหยุดการส่งน้ำมันและควบคุมสถานการณ์ด้วยการปิดวาล์วทันที เพื่อไม่ให้มีการรั่วเพิ่ม การส่งสัญญาณหรือแจ้งสถานการณ์ให้บุคลากรรับทราบและให้ความร่วมมือ รวมไปถึงป้องกันการระเบิดหรือลุกไหม้ในบริเวณพื้นที่โดยรวม เป็นต้น

2.การแจ้งเตือนและให้ข้อมูลกับภาคส่วนต่างๆ (Information) โดยทันทีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เจ้าหน้าที่หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องจะต้องรีบดำเนินการแจ้งเตือนและให้ข้อมูลโดยด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บซึ่งอาจประกอบไปด้วย 1) เจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงาน และ 2) เรือประมงหรือเรือโดยสารที่อยู่บริเวณโดยรอบ นอกจากนี้ การดำเนินข้างต้นอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีนั้น ยังส่งผลดีต่อการป้องกันผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นอีกด้วยกล่าวคือ ปัญหาต่อสุขภาพของประชากรในระยะยาวที่เกิดขึ้นจากการปนเปื้อนของน้ำมันที่รั่วไหลลงในสภาพแวดล้อม (สัตว์น้ำ พืชน้ำ และคุณภาพน้ำทะเล) นอกจากนี้ การประสานและร่วมมือกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการวางแผนรับมือ และการคัดเลือกแนวทางการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำมันที่รั่วไหล และสภาพแวดล้อมโดยรวม

3.การเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ (Sampling and Analysis) ในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์และเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยทั่วไป มักจะแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

a.ข้อมูลด้านปริมาณ (ปริมาณและอัตราการไหลของน้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ทะเล รวมถึงความเข้มข้นของน้ำมันในเฟสของเหลว) โดยข้อมูลในส่วนนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินผลลัพธ์การดำเนินการโดยรวม (เพื่อยืนยันว่าสามารถหยุดการรั่วไหลของน้ำมันได้จริง) รวมไปถึงการประยุกต์ใช้เพื่อพิจารณาแนวทางการแยก รวมไปถึงการบำบัดและกำจัดซึ่งจะได้กล่าวถึงในส่วนต่อไป

b.ข้อมูลด้านคุณภาพ (คุณภาพแหล่งน้ำ และลักษณะของสัตว์น้ำ) ซึ่งจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่สำคัญในการเปรียบเทียบและประเมินผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

c.ข้อมูลด้านปัจจัยทางกายภาพ (สภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศ ความเร็วลม ลักษณะคลื่น อุณหภูมิ เป็นต้น) ซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นและความสำคัญต่อการออกแบบและปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าข้อมูลทางดาวเทียมจัดเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการดำเนินการในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับน้ำมันทางทะเล

4.การควบคุมและจำกัดพื้นที่ของการปนเปื้อนน้ำมัน (Contamination area Control) โดยจะเป็นการรวบรวมและจำกัดปริมาณน้ำมันเอาไว้บนผิวน้ำในบริเวณที่ไกลจากพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวให้มากที่สุด โดยทั่วไป คราบน้ำมันถูกควบคุมโดยการใช้ทุ่นลอยน้ำ (Floating) หรือทุ่นกักน้ำมัน (Boom) ที่มีลักษณะของพื้นผิวที่เหมาะสมต่อการดักจับคราบน้ำมัน (ความไม่ชอบน้ำสูงหรือมีค่าพลังงานพื้นผิวต่ำใกล้เคียงกับของน้ำปนเปื้อนน้ำมัน รวมไปถึงมีลักษณะผิวที่ค่อนข้างขรุขระ) เพื่อป้องกันบึง ป่าชายเลน ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และพื้นที่อ่อนไหวอื่นๆ โดยในทางเดียวกัน หน่วยงานและชุมชนที่เกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงก็ควรมีการประสานระหว่างกันโดยการประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านปัจจัยทางกายภาพและข้อมูลทางดาวเทียม เพื่อก่อสร้างคันทรายหรือแนวป้องกันบริเวณนอกชายฝั่งเพื่อเป็นแนวป้องกันน้ำมัน รวมไปถึงพิจารณาหาแนวทางป้องกันและแจ้งเตือนประชาชนอีกทางหนึ่ง

โดยอาจกล่าวได้ว่าในกรณีฉุกเฉิน (Emergency situation) อย่างน้อยการควบคุมและจำกัดพื้นที่ของคราบน้ำมันให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดนั้น จัดเป็นการดำเนินการที่มีควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเราสามารถจำแนกปริมาณและลักษณะของคราบน้ำมันซึ่งโดยทั่วไปมักจะลอยตัวอยู่บริเวณผิวน้ำได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังส่งผลดีต่อกลไกการรวมตัวของอนุภาคน้ำมัน (Coalescence mechanism) ทำให้เกิดชั้นน้ำมันที่มีความหนาขึ้น และทำให้ง่ายต่อการแยกน้ำมันปนเปื้อนดังกล่าวออกจากน้ำทะเล ด้วยขั้นตอนการแยกซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป

5.การแยกน้ำมันปนเปื้อน (Oil Separation) ในทางปฏิบัติ ขั้นตอนการแยกนี้มักจะมีการดำเนินการควบคู่ไปกับขั้นตอนการควบคุมและจำกัดพื้นที่ที่กล่าวถึงข้างต้น โดยจะควบคุมและรวบรวมคราบน้ำมันให้มีความหนาหรือปริมาณเพิ่มสูงขึ้น จากนั้นจะใช้เครื่องมือเก็บคราบน้ำมัน หรือเรียกว่าอุปกรณ์สกิมเมอร์ (Skimmer) เพื่อทำการเก็บคราบน้ำมันขึ้นไปเก็บในภาชนะที่เตรียมไว้บนเรือ ในปัจจุบัน อุปกรณ์ Skimmer มีอยู่ 2 แบบ ได้แก่

a. แบบที่ใช้ระบบสูบหรือแบบไฮดรอลิค (Pumping or hydraulic devices) น้ำมันจะถูกสูบออกไปหรือสกัดโดยอุปกรณ์ที่ควบคุมด้วยระบบไฮดรอลิก เช่น ฝายที่สามารถปรับได้ (Adjustable weir) ปัจจัยที่สำคัญคือ ความหนาของชั้นน้ำมัน ทำให้บางครั้งต้องเพิ่มกลไกที่ทำให้น้ำมันมีความหนาขึ้นก่อนที่จะเอาออกไป ยกตัวอย่างเช่น สกิมเมอร์แบบสูบ (Pump skimmer) และสกิมเมอร์แบบฝาย (Weir skimmer) เป็นต้น

b. แบบที่ใช้สมบัติการดูดซับ (Adsorption property) ได้แก่ ได้แก่ สกิมเมอร์แบบลูกกลิ้ง (Drum skimmer)  สกิมเมอร์แบบดิสก์ (Disc skimmer) สกิมเมอร์แบบสายพาน (Belt skimmer) เป็นต้น อุปกรณ์ประเภทนี้จะอาศัยการดูดซับบนวัสดุของน้ำกับน้ำมันที่แตกต่างกัน ซึ่งเกี่ยวกับแรงตึงผิว (Interfacial tension) ของวัสดุนั้นๆ โดยที่การเลือกใช้วัสดุที่มีค่าแรงตึงผิววิกฤตต่ำ คือ มีค่าน้อยกว่าค่าแรงตึงผิวของน้ำมันมากๆ ยกตัวอย่างเช่น วัสดุประเภท PTFE และฟลูออโรคาร์บอน จะยิ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการแยก รวมไปถึงการคัดเลือกน้ำมันที่ดีขึ้น เนื่องจากค่าพลังงานพื้นผิวต่ำยิ่งต่ำจะส่งทำให้น้ำยิ่งเกาะติดยากขึ้น โดยเราอาจกล่าวได้ว่าอุปกรณ์ประเภทนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในการประยุกต์ใช้งานในปัจจุบัน นอกจากนี้ ในปัจจุบันได้มีชุดอุปกรณ์ดูดซับน้ำมันในกรณีฉุกเฉิน (Emergency oil spill kit) ซึ่งจะประกอบไปด้วยชนิดผ้ากรองหรือดูดซับน้ำมันที่บรรจุอยู่อยู่ในถังพลาสติกเพื่อให้ในการแยกน้ำมันปนเปื้อนออกจากเฟสน้ำ [Rachu 2009]

ในการนี้ เราอาจกล่าวได้ว่าขั้นตอนการควบคุมและขั้นตอนการแยก (ที่กล่าวถึงข้างต้น) จัดเป็นการบำบัดขั้นต้น (Pre-treatment) ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำกลับปริมาณน้ำมันออกจากเฟสน้ำให้ได้ปริมาณมากและรวดเร็วที่สุด และเพื่อลดภาระความสกปรก (Loading) จากการปนเปื้อนของน้ำมันโดยด่วน และช่วยลดผลกระทบในด้านปริมาณสารเคมี ด้านพลังงาน ด้านค่าใช้จ่าย และผลเสียระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากขั้นตอนการบำบัดและกำจัดซึ่งจะได้กล่าวถึงในส่วนต่อไป ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการควบคุมและการแยก รวมไปถึงการออกแบบ เลือกใช้งานอุปกรณ์ และเดินระบบอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีนับว่ามีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับมือกับอุบัติเหตุเกี่ยวกับการรั่วไหลหรือการปนเปื้อนของน้ำมันทางทะเล

6.การบำบัดและกำจัด (Treatment and Disposal) สำหรับการดำเนินการในขั้นตอนนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการจัดการกับปริมาณน้ำมันที่หลงเหลือภายหลังจากขั้นตอนการควบคุมและขั้นตอนการแยก หรือจัดการกับอนุภาคน้ำมันที่กระจายออกไปภายนอกบริเวณที่ได้ทำการควบคุมไว้ โดยจัดเป็นกระบวนการ Post-treatment โดยเราอาจแบ่งรูปแบบการดำเนินการ ที่นิยมใช้งานในปัจจุบัน (ตามความเข้มข้นและพื้นที่ปนเปื้อน) ออกเป็น 4 วิธี ได้แก่

a.วิธีการกระจายน้ำมัน (Oil dispersion method) สำหรับวิธีการนี้ สารเคมีจำพวกสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) และสารกระจาย (Dispersant) ซึ่งเป็นสารเพิ่มการกระจายตัวของน้ำมันมักจะถูกนำมาใช้เพื่อเร่งกระจายตัวของน้ำมันให้น้ำมันแตกตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็กและสามารถย่อยสลายได้ง่ายด้วยจุลินทรีย์ โดยการโปรยจากเครื่องบินและการฉีดเข้าไปที่จุดที่มีการรั่วไหลของน้ำมัน ถึงแม้ว่านักวิจัยหลายคนจะยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของสารเคมีนี้ทั้งต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่หลายหน่วยงานก็ยังคงยืนยังว่าการใช้สารเพิ่มการกระจายตัวของน้ำมันจะช่วยให้จัดการน้ำมันได้ง่ายขึ้น และพิษของสารเคมีนี้ก็ยังมีน้อยกว่าน้ำมันเอง โดยเทคนิคนี้ได้มีการประยุกต์ใช้งานสารกระจายน้ำมันจำพวก Corexit : Corexit EC9500A และ Corexit EC9517A ในเหตุการณ์การระเบิดและลุกไหม้ของแท่นขุดเจาะน้ำมัน “ดีป วอเตอร์ ฮอไรซัน” (Deepwater Horizon) ของบริษัทบริติช ปิโตรเลียม (บีพี) ในอ่าวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปัจจุบัน ได้มีการคิดค้นและออกแบบสารหรือชีวภัณฑ์ทางธรรมชาติที่ประกอบไปด้วยสารกระจายน้ำมันหรือสารลดแรงตึงผิวธรรมชาติ (Bio-surfactant) จุลินทรีย์ และเอนไซม์ ซึ่งสามารถทำหน้าที่ทั้งการกระจายอนุภาคน้ำมันให้มีขนาดเล็ก และเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายน้ำมัน รวมไปถึงช่วยลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมจากการใช้สารเคมีอีกทางหนึ่งด้วย

โดยทั่วไป วิธีการนี้ควรใช้จัดการกับความเข้มข้นน้ำมันปนเปื้อนที่ค่อนข้างต่ำและมีพื้นที่ปนเปื้อนของคราบน้ำมันในวงกว้าง รวมไปถึงอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว (ชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว หรือฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) นอกจากนี้ ควรทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้านกายภาพและข้อมูลดาวเทียมเพื่อใช้ในการออกแบบ ติดตามการกระจายตัวและการเคลื่อนที่ของอนุภาคน้ำมัน และควบคุมการทำงานอย่างเหมาะสม

b.วิธีการดูดซับน้ำมันและตกตะกอน (Adsorption and Sedimentation method) สำหรับวิธีนี้จะอาศัยกลไกการดูดซับอนุภาคน้ำมันให้มาเกาะติดอยู่ที่ตัวกลางดูดซับน้ำมัน (Oil adsorbent) จากนั้น ปล่อยตัวกลางดังกล่าวตกตะกอนลงสู่พื้นทะเลด้านล่างด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก เพื่อรอให้เกิดการย่อยสลายอนุภาคน้ำมันทางธรรมชาติ (Bio-degradable) ด้วยจุลินทรีย์ โดยทั่วไป ตัวกลางดูดซับที่ใช้งานมักจะทำมาจากวัสดุตามธรรมชาติ รวมไปถึงมีขนาดและความถ่วงจำเพาะที่เหมาะสมต่อการตกตะกอน ในปัจจุบัน ได้มีการออกแบบสารดูดซับธรรมชาติที่ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์และเอนไซม์ เพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายน้ำมันอีกทางหนึ่งด้วย โดยทั่วไป วิธีการนี้มักใช้จัดการกับความเข้มข้นน้ำมันปนเปื้อนที่ค่อนข้างต่ำและมีพื้นที่ปนเปื้อนของคราบน้ำมันในวงกว้าง รวมไปถึงอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว (ชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว หรือฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) เช่นเดียวกับวิธีการกระจายน้ำมันที่กล่าวถึงข้างต้น ข้อมูลกายภาพและดาวเทียมนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินการ นอกจากนี้ เราควรประยุกต์ใช้สารดูดซับให้เหมาะสมกับผลการวิเคราะห์ความเข้มข้นน้ำมันปนเปื้อนในพื้นที่ต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อคำนวณและควบคุมปริมาณสารดูดซับที่จำเป็นต้องใช้อย่างเหมาะสม เนื่องจากในกรณีที่ใช้ในปริมาณมากเกินไป สารดูดซับดังกล่าวจะกลายเป็นชันตะกอนน้ำมันที่พื้นทะเล รวมไปถึงส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในทะเล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการโดยรวม

c. วิธีการสูบส่งและบำบัด (Onsite pump and treat method) สำหรับการดำเนินการด้วยวิธีนี้กล่าวได้ว่าเราสามารถประยุกต์ใช้แนวทางการบูรณาการระบบบำบัดน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมัน ซึ่งโดยทั่วไปจะประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน เพื่อจัดการบำบัดน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันทั้ง 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) การทำลายเสถียรภาพของอิมัลชัน (Demulsification) ในกรณีที่มีการปนเปื้อนด้วยสารลดแรงตึงผิวหรือในกรณีที่มีเสถียรถาพของอิมัลชันสูง 2) การบำบัดหรือแยกเฟสน้ำและน้ำมันออกจากกันด้วยกระบวนการกายภาพ (Physical treatment process) 3) การบำบัดน้ำมันที่ละลายได้ในน้ำเสียและส่วนน้ำใสที่ได้จากการบำบัดด้วยวิธีทางกายภาพ โดยเป็นการเพิ่มคุณภาพของน้ำทิ้งที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม (Wastewater quality improvement) และ 4) การจัดการส่วนที่เป็นน้ำมันเข้มข้น (Oil layer management) เพื่อนำน้ำมันส่วนดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด [Aurelle. 1995 และพิสุทธิ์ เพียรมนกุล. 2549] โดยทั่วไป วิธีการนี้มักใช้จัดการกับความเข้มข้นน้ำมันปนเปื้อนและมีพื้นที่ปนเปื้อนของคราบน้ำมันปานกลาง รวมไปถึงอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว (ชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว หรือฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) โดยอาจทำการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียบนเรือที่เคลื่อนที่ไปในทะเล หรือติดตั้งระบบบำบัดบริเวณนอกชายฝั่ง นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ความเข้มข้นน้ำมันปนเปื้อนนับว่าจำเป็นอย่างยิ่งต่อการออกแบบและเลือกสภาวะการเดินระบบบำบัดอย่างเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการบำบัดและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการโดยรวม

d.วิธีการเผาทำลาย (Combustion method) จัดเป็นวิธีการดำเนินการที่อาศัยกลไกการเผาไหม้เพื่อเปลี่ยนรูปของอนุภาคน้ำมันที่ปนเปื้อนในเฟสน้ำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และน้ำ (H2O) โดยวิธีนี้ได้มีการประยุกต์ใช้งานในการกำจัดน้ำมันออกจากเฟสน้ำที่เกิดจากเหตุการณ์การระเบิดและลุกไหม้ของแท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัทบริติช ปิโตรเลียม (บีพี) ในอ่าวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านมลพิษอากาศจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ และการเกิดมลพิษประเภทออกไซด์ของซัลเฟอร์ (SOx) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) จัดเป็นสิ่งที่วิศวกรและผู้ที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญและพิจารณาในการประยุกต์ใช้งานวิธีการเผาทำลาย นอกจากนี้ ผลจากก๊าซ CO2 ที่ได้จากการเผาไหม้ยังเป็นปัจจัยหลักต่อการเกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (Climate change) อีกทางหนึ่งด้วย

โดยทั่วไป วิธีการนี้มักใช้จัดการกับความเข้มข้นน้ำมันปนเปื้อนที่ค่อนข้างสูง และมีพื้นที่ปนเปื้อนของคราบน้ำมันต่ำ (อยู่ในวงจำกัด) รวมไปถึงอยู่ห่างไกลกับพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว (ชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว หรือฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) โดยข้อมูลกายภาพ (ลม สภาพอากาศ) และดาวเทียมนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินการ นอกจากนี้ ควรมีการเตรียมอุปกรณ์และแนวทางการควบคุมการเผาทำลายให้ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อรับมือกับภาวะที่ไม่คาดคิด อาทิ การลุกลามของเปลวไฟ เป็นต้น

7. การติดตามตรวจสอบ (Monitoring) สำหรับการดำเนินการในขั้นตอนนี้ จะเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบอุปกรณ์และระบบ (Equipment and System) ที่นำมาใช้งาน โดยทั่วไป มักจะถูกใช้งานเป็นระยะเวลาค่อนข้างนานและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน (ขึ้นกับสภาพอากาศ คนหรือเจ้าหน้าที่ และอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ) นอกจากนี้ ในขั้นตอนนี้ยังสัมพันธ์กับการเก็บตัวอย่างและการวิเคราะห์ผลการดำเนินการตามแนวทางที่กล่าวถึงข้างต้น โดยจะเกี่ยวข้องกับปริมาณและความเข้มข้นของน้ำมันที่ปนเปื้อนอยู่ในองค์ประกอบส่วนต่างๆ อาทิ

a.เฟสของเหลว (Liquid phase) เกี่ยวข้องกับมลพิษทางน้ำในรูปของน้ำมัน สารเคมี และสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ยากทางชีวิต (Refractory organic substance) ในบริเวณพื้นที่โดยรอบที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของการั่วไหลของน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุภาคน้ำมันส่วนที่ละลายน้ำได้ (เช่น โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอนขนาดเล็ก ฯลฯ) ซึ่งควรมีการระบุความเสี่ยงในการสะสมในระบบนิเวศน์และระยะเวลาครึ่งชีวิตในการย่อยสะลาย (เพื่อใช้เป็นพารามิเตอร์ติดตามสภาพการกระจายตัว ประเมินประสิทธิภาพของเจือจางทางธรรมชาติ (Natural dilution) การย่อยสลายตามธรรมชาติ และผลกระทบทางระบบนิเวศน์อื่นๆ

b.เฟสก๊าซ (Gas phase) เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศ เช่น ปริมาณ NOx หรือ SOx รวมไปถึงสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่อาจเกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และความดัน

c.เฟสของแข็ง (Solid phase) เกี่ยวข้องกับของเสียที่ต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสม อาทิ ตะกอนน้ำมันที่พื้นทะเล ชั้นหิน ชั้นทราย หรือแนวปะการัง ที่อาจเกิดการปนเปื้อน

d.สัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิต (Aquacultural living organism) เกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนของน้ำมันในสิ่งมีชีวิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมสู่ประชากร และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ของทะเลและชายฝั่งอย่างไม่เหมาะสม

การดำเนินการติดตามและเก็บข้อมูลข้างต้นอย่างต่อเนื่องนั้น จะทำให้เราทราบถึงสถานการณ์ของปัญหาการรั่วไหลของน้ำมัน และประสิทธิภาพการดำเนินการได้อย่างทันเหตุการณ์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการวางแผนและปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการของแต่ละแนวทางที่กล่าวถึงข้างต้น รวมไปถึงการจัดสรรทีมงานได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้ข้างต้นยังสามารถถูกประยุกต์ใช้เพื่อการจัดทำสมดุลมวล (Mass balance) ของปริมาณน้ำมัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินการในขั้นตอนการฟื้นฟูสภาพ (Remediation method) ซึ่งกล่าวได้ว่าจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนนี้มักจะถูกมองข้ามหรือถูกให้ความสำคัญค่อนข้างน้อยจากทีมทำงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะทำให้หลายๆ ภาคส่วนเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการในขั้นตอนนี้ต่อไป

8.การฟื้นฟูสภาพ (Remediation) สำหรับการดำเนินการในขั้นตอนนี้กล่าวได้ว่ามักจะเป็นขั้นตอนสุดท้าย (Final Step) ของการดำเนินการเพื่อจัดการกับน้ำมันที่รั่วไหลในทะเล ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มการดำเนินการในขั้นตอนนี้ เราควรที่จะทราบให้แน่ชัดถึงข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า

· เราสามารถหยุดการรั่วไหลของน้ำมันจากแหล่งกำเนิดได้แล้วหรือยัง ?

· ยังมีปริมาณน้ำมันอีกเท่าไหร่ที่แขวนลอยอยู่ในทะเล ?

· ประสิทธิภาพการแยก รวมไปถึงการบำบัดและกำจัดจะเป็นอย่างไร ?

· ลักษณะการเคลื่อนที่ และระยะเวลาที่จะเคลี่อนที่เข้าสู่ฝั่งเป็นเท่าใด ?

เนื่องจากจะส่งผลต่อการวางแผนในการฟื้นฟูสภาพ (อาจต้องมีการปิดกั้นพื้นที่เพื่อดำเนินการ) และการประสิทธิภาพการดำเนินการโดยรวม นอกจากนี้ การดำเนินการในขั้นตอนนี้ยังต้องการความร่วมมือจำนวนมากจากหลากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นองค์กรต้นเหตุของปัญหา หน่วยงานภาครัฐ (ส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ รวมไปถึงภาคประชาชน  เนื่องจากเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่าจะมีการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนข้างต้นอย่างเหมาะสมและเต็มความสามารถอย่างไรก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วก็จะยังคงมีอนุภาคน้ำมันที่สะสมหรือแขวนลอยอยู่ในสภาพแวดล้อม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ปนเปื้อนอยู่บริเวณชายฝั่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพของประชากร) นอกจากนี้ การโปรยและใส่สารเคมีหรือสารดูดซับเพื่อจัดการกับคราบน้ำมันนั้น ก็จัดเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สะสมอยู่ในสภาพแวดล้อมและส่งผลต่อระบบนิเวศน์ของพื้นที่โดยรวม ดังนั้น แนวทางการฟื้นฟูสภาพที่ควรพิจารณาและความสำคัญนั้น น่าจะประกอบไปด้วย

a.การจัดการกับพื้นที่บริเวณชายฝั่ง (Management of contaminated area / coast) โดยทั่วไป มักจะเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บทรายที่ปนเปื้อนน้ำมันออกจากพื้นที่ และการทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบ และจัดการกับซากพืชซากสัตว์ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นตามมา

b.การจัดการกับตะกอนน้ำมันที่พื้นทะเล (Oil sediment management) และการบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว (Wastewater treatment) โดยควรมีการดำเนินการในสองส่วนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการติดตามตรวจสอบ (Monitoring) อย่างเป็นระบบ

c.การจัดอบรมและให้ความรู้ (Training) กับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลในด้านต่างๆ อาทิ ที่มาและผลกระทบที่เกิดขึ้น แนวทางการดำเนินการและประเด็นต่างๆ ที่ควรพิจารณาปรับปรุง แนวปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไป รวมไปถึงคำแนะนำที่เหมาะสมเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติในการฟื้นฟูสภาพและระบบนิเวศน์โดยรวม

โดยสรุป แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่เกิดขึ้นกับแท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ของบริษัทบริติช ปิโตรเลียม (บีพี) ในอ่าวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อกว่า 3 ปีที่ผ่านมา (น้ำมันดิบปริมาณมากถึง 4.9 ล้านบาร์เรล (780,000 ลูกบาศก์เมตร) รั่วไหลออกสู่อ่าวเม็กซิโกเป็นเวลานานถึง 3 เดือน ก่อนที่การรั่วไหลจะสามารถหยุดได้ และต้องใช้เวลานานถึง 5 เดือน กว่าที่การปิดตายบ่อน้ำมันอย่างถาวร) เราอาจกล่าวได้ว่าปริมาณการรั่วไหลของน้ำมันที่เกิดขึ้นในประเทศเราจะมีค่าที่ต่ำกว่ามากๆ (กว่า 4000 เท่า) แต่ก็จะเห็นได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากน้ำมันรั่วไหลนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขาดความชัดเจนในการจัดการ การเตรียมความพร้อม และประสบการณ์ ก็สามารถส่งผลเสียในวงกว้างให้กับหลากหลายภาคส่วนของประเทศ ดังนั้น การป้องกันและการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมากับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกๆ ฝ่ายต้องให้ความสำคัญ รวมถึงเราควรให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก หรือถ้าเกิดขึ้นอีกก็จะต้องมีแนวทางการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้ เพราะปัญหาดังกล่าวกระทบกับระบบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และเหนือสิ่งอื่นใดของผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนคนไทย

นิสิตวิศวฯ ได้รับรางวัลดีเด่น จากงานการประชุมการนักศึกษาภูมิศาสตร์ และภูมิสารสนเทศศาสตร์แห่งประเทศไทยครั้งที่ 6

นายชัยพร กิจประชา นิสิตภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ ปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลการนำเสนอผลงานวิชาการภาคบรรยายดีเด่น ในงานประชุมวิชาการนักศึกษาภูมิศาสตร์และภูมิสารสนเทศศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6  เมื่อวันที่ 24-25 ตุลาคม 2556 ณ มหาวิทยาลัยพะเยา โดยผลงานที่นำเสนอ คือ “การพัฒนาระบบบันทึกค่าตำแหน่งและค่าการวางตัวของกล้องถ่ายภาพบนอากาศยานไร้นักบิน”

นิสิตวิศวฯ ได้รับการคัดเลือกเป็นเยาวชนนักพัฒนา

August 13, 2013 Written by pr

 

นางสาววรินทร อัครเมธีพันธ์ นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการคัดเลือกจากสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ให้เป็นเยาวชนนักพัฒนา โดยได้เข้ารับพระราชทานเข็มเยาวชนนักพัฒนา จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556

นิสิตเก่าฯ มอบรถให้คณะฯ ใช้ประโยชน์ในด้านการเีรียนการสอนและการวิจัย เนื่องในโอกาส 100 ปี วิศวฯ จุฬาฯ

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2556 นิสิตเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มอบรถให้กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการเรียนการสอนและงานวิจัย เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งการสถาปนาคณะฯ ดังนี้

ชมรมวิศวฯ จุฬาฯ รุ่น 2511 มอบรถอีซูซุ แอลป์ 150 แรงม้า จำนวน 1 คัน จำนวนเงิน 1.5 ล้านบาท

 

รายนามผู้บริจาค

คุณอารักษ์  ชลธาร์นนท์ 100,000.00
ดร.กฤษฎา  จ่างใจมนต์ 100,000.00
คุณกฤษณ  มุทิตานันท์ 100,000.00
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ดิเรก  ลาวัณย์ศิริ 50,000.00
คุณปลิว  มังกรกนก 50,000.00
คุณอนุศักดิ์  มโนรมย์ภัทรสาร 50,000.00
คุณพินิจ  ฝักเจริญผล 50,000.00
คุณสันติ  ชาญกลราวี 50,000.00
คุณสุทัศน์  จันทร์แสงเพ็ชร์ 50,000.00
คุณสุทธิ  จันทร์วิเมลือง 50,000.00
คุณธีรวุฒิ  ศุภวิริยกุล 50,000.00
คุณณรงศักดิ์  อรัญญพงษ์ไพศาล 50,000.00
คุณชัยสิทธิ์  วิริยะเมตตากุล 50,000.00
คุณสุรชัย  ธารสิทธิ์พงษ์ 50,000.00
คุณบุญเย็น  ศิลวัตกุล 50,000.00
คุณประเสริฐศักดิ์  ภู่พัฒน์ 50,000.00
คุณวัชระ  ด่านกุล 50,000.00
คุณเสรี  ปฐมกุลมัย 50,000.00
คุณนิรัตน์  เจริญผล 50,000.00
คุณวิทร  สุกาญจนพงษ์ 50,000.00
ดร.การุญ  จันทรางศุ 30,000.00
ดร.ไกร  สูงสว่าง 30,000.00
ดร.ณรงค์  ฤกษ์นันทน์ 30,000.00
คุณไพฑูรย์  โฆษิตสกุล 20,000.00
คุณเผด็จ  ไตรอุโฆษ 20,000.00
ดร.รักษ์  จิรา 20,000.00
คุณสุทธิพงษ์  เทพพิทักษ์ 20,000.00
คุณอดิศักดิ์  โรหิตะศุน 20,000.00
คุณณรงค์  พันธ์ศรีมังกร 20,000.00
ผศ. ดร.ก่อเกียรติ  บุญชูกุศล 19,000.00
คุณสิริ  ประคุณหังสิต 10,000.00
คุณสมศักดิ์  กลั่นพจน์ 10,000.00
คุณยงยุทธ  วิญญูประดิษฐ์ 10,000.00
คุณปรีชา  หัตถพร 10,000.00
คุณไพบูลย์  วงษ์วันทนีย์ 10,000.00
คุณพงศ์สิทธิ์  เรืองสว่าง 10,000.00
คุณเทวัญ  วิชิตะกุล 10,000.00
ดร.วิสิทธิ์  อุติศยพงศา 10,000.00
คุณสมภพ  เลิศบรรณพงษ์ 5,000.00
คุณพิชัย  สุนทรมีเสถียร 5,000.00
คุณวรชาติ  ผลพิทักษ์ 5,000.00
กันติพงค์  วงศ์หล่อ 5,000.00
คุณกฤษณ์  ธัญญรัตตกุล 5,000.00
คุณโอภาส  อาภรณ์ชยานนท์ 5,000.00
คุณธำรง  เจียรดิษฐอาภรณ์ 5,000.00
นอ. ดร.ไพศาล  สงวนหมู่ 2,000.00
คุณประทีป  ศรีชัย 2,000.00
คุณต่อศักดิ์  นิงสานนท์ 2,000.00
นายสมศักดิ์ กลั่นพจน์ 10,000.00
นายพินิจ ฝักเจริญผล 50,000.00
บริษัท เอ็น.เอส.อีควิปเมน 5,000.00
บริษัท ซี. โพส จำกัด 30,000.00
คุณนิรัตน์ เจริญผล 50,000.00
นายสุทัศน์ จันทร์แสงเพ็ชร 50,000.00
บริษัท เทพารักษ์พัฒนาการ 50,000.00
บริษัท พีทีอี เอ็นจิเนียร 10,000.00
ห้างหุ้นส่วนจำกัด เนเจอร์ 100,000.00
นายณรงค์ พันธ์ศรีมังกร 20,000.00
บริษัท บาลแม็ค จำกัด 50,000.00
นายสมภพ เลิศบรรณพงษ์ 5,000.00
นอ.ไพศาล สงวนหมู่ 2,000.00
บริษัท สตูดิโอ ใต้หล้า จำ 5,000.00
นายประเสริฐศักดิ์ ภู่พัฒน 50,000.00
นายสันติ ชาญกลราวี 50,000.00
บริษัท เค.ซี.เอส แอนด์ แอ 30,000.00
บริษัท แพคออลพลาสติค จำกัด 50,000.00
นายต่อศักดิ์ นิงสานนท์ 2,000.00
นายประทีป ศรีชัย 2,000.00
นายไพฑูรย์ โฆษิตสกุล 20,000.00
บริษัท แอ็คเท็ค จำกัด 10,000.00
นายวรชาติ ผลพิทักษ์ 5,000.00
บริษัท วีรัปเบอร์ คอร์ปอเ 50,000.00
นายเผด็จ ไตรอุโฆษ 20,000.00
บริษัท วิสิทธิ์ เอ็นจิเนี 10,000.00
บริษัท แอนเทคคอมมูนิเคชั่ 20,000.00
นายกฤษณ มุทิตานันท์ 100,000.00
ศ.กิตติคุณ ดร.ดิเรก ลาวัณ 50,000.00
คุณสิริ ประคุณหังสิต 10,000.00
ดร.ไกร สูงสว่าง 30,000.00
นายวัชระ ด่านกุล 50,000.00
นายเทวัญ วิชิตะกุล 10,000.00
นายก่อเกียรติ  บุญชูกุศล 19,000.00
นายพิชัย สุนทรมีเสถียร 5,000.00
นายธำรง เจียรดิษฐอาภรณ์ 5,000.00
นายธีรวุฒิ ศุภวิริยกุล 50,000.00
นายไพบูลย์ วงษ์วันทนีย์ 10,000.00
นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน 20,000.00
นายโอภาส อาภรณ์ชยานนท์ 5,000.00
นายเสรี ปฐมกุลมัย 50,000.00
นายปรีชา หัตถพร 10,000.00
นายอนุศักดิ์ มโนรมย์ภัทรส 50,000.00
นายสุทธิพงษ์ เทพพิทักษ์ 20,000.00
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ 100,000.00
นายสุทธิ  จันทร์วิเมลือง 50,000.00
นายปลิว  มังกรกนก 50,000.00
นายสุรชัย  ธารสิทธิ์พงษ์ 50,000.00

ชมรมวิศวฯ จุฬาฯ รุ่น 2512 มอบรถกระบะ 4 ล้อ จำนวน 1 คัน รวมเป็นจำนวนเงิน  1,197,300 บาท เพื่อใช้ในโครงการ “Green Engineering for Green Society”

นายชาญ จรรโลงเศวตกุล                                                             10,000.00

นายวุฒิ รุ่งเรือง                                                                          10,000.00

นายวิจักร เต็งอำนวย                                                                   2,000.00

นายวัฒนา กาญจนตระกูล                                                            50,000.00

นายสมบูรณ์ ชินสวนานนท์                                                           5,000.00

นายวิรัช สุทธิโรจน์พัฒนา                                                            10,000.00

นายวิบูลย์ ตันพลีรัตน์                                                                 100,000.00

นายไกรสีห์ ปัจจักขะภัติ                                                               5,000.00

N-LINE AGRO INTERNATIONAL                                               50,000.00

นายพงษ์ศักดิ์ ศรีพงศ์วรกุ                                                            500

นายไพบูลย์ พงษ์ชัยฤกษ์                                                             3,000.00

นายสำเร็จ โชติมงคล                                                                 20,000.00

นายประจวบ อุชชิน                                                                   100,000.00

นายสมบัติ พิพัฒนกุลชัย                                                             1,000.00

นายภิญโญ จินตพยุงกุล                                                              2,000.00

คุณประยง หิรัญญวณิชย์                                                             20,000.00

นยสุพล ศรีพันธุ์                                                                        10,000.00

นายชาญชัย เตชะเสฎฐดี                                                              5,000.00

นายสัญชัย เจนรัตน์                                                                    10,000.00

นายวรเทพ ศิริพรธนากุล                                                              10,000.00

นายวรเทพ ศิริพรธนากุล                                                              5,000.00

คุณอัญชลี ชวนิตย์                                                                      100,000.00

นายฤทธิ์ ธีระโกเมน                                                                   100,000.00

นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล                                                         10,000.00

คุณสุรงค์ องค์โฆษิต                                                                    10,000.00

นายสง่า ลิมธงชัย                                                                        20,000.00

นายวรสิทธิ์ ลดาวรรษ์                                                                  20,000.00

นายกิตติ ณัฐชยางกูล                                                                   50,000.00

นายปรีดา จิโนรส                                                                        100,000.00

นายธงชัย คุณากรณปรมัตถ์                                                         100,000.00

นายไมตรี ศรีนราวัฒน์                                                                 100,000.00

นายเจริญ ศิริกันตราภรณ์                                                             50,000.00

นายอรรณพ วนาสันตกุล                                                             300.00

นายสมชัย เจริญสวรรค์                                                               50,000.00

นายสุนทร คงสุนทรกิจกุล                                                           10,000.00

นายเรืองฤทธิ์ ไชยสิงห์                                                                5,000.00

นายมนต์ชัย หยกน้ำเงิน                                                              2,000.00

นายวรเทพ ศิริพรธนากุล                                                             31,500.00

นายกฤษณ์ ไตรลังคะ                                                                  5,000.00

นายคมกฤช สุทธิไวยกิจ                                                             5,000.00

นิสิตวิศวฯ ไปเยี่ยมชม “สะพานยุววิศวกรบพิธ 39” ผลงานของนิสิตชมรมค่ายอาสาพัฒนา ประจำปีการศึกษา 2553

กลุ่มนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ไปเยี่ยมชม “สะพานยุววิศวกรบพิธ 39” ณ ตำบลทับใหญ่ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นสะพานที่นิสิตชมรมค่ายอาสาพัฒนา ประจำปีการศึกษา 2553 ได้ร่วมกันสร้าง และมีพิธีเปิดสะพานไปเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2554

นิสิตวิศวฯ รับรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาค จากการแข่งขันประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan โครงการ AIS 3G One-2-Call!- BrandAge Award ปีที่ 7

นายภัทร ภานุภาพ นิสิตชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 1 ในทีม CU Cycling ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาค จากการแข่งขันประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan ภายใต้โครงการ  AIS 3G One-2-Call!- BrandAge Award  ปีที่ 7 ซึ่งจัดโดย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ BrandAge

ทีม CU Cycling

1. นายภัทร ภานุภาพ นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. นางสาวจุฑารัตน์ เรือนสุข นิสิตชั้นปีที่ 5 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน โดยมีจุดประสงค์คือนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ และสร้างประสบการณ์ที่ดีกับผู้ใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราอาจไม่สามารถวัดผลเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ให้ดีขึ้นได้

บันทึกการตั้งค่า